ความเป็นพิษของสารเคมีที่ใช้กันอยู่เสมอในอุตสาหกรรมหรือในห้องปฏิบัติการ แบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้
03.gif1. สารระคายเคือง
  • สารระคายเคือง เป็นสารที่ไม่ออกฤทธิ์กัดกร่อนผิวหนัง แต่เป็นเหตุทำให้เกิดการอักเสบ เช่น การพุพอง หรือ เป็นผื่นแดง ของเนื้อเยื่อผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกับสารเคมี สารระคายเคืองยังสามารถแบ่งย่อยออกได้อีก ได้แก่ สารที่ออกฤทธิ์ระคายเคืองทันที (Acute Irritation) สารที่ออกฤทธิ์แบบสะสม (Cumulative Irritation) สารระคายเคืองที่เกิดจากฤทธิ์กัดกร่อน (Corrosive Irritation) และ สารระคายเคืองที่เกิดขึ้นเมื่อถูกแสงหรือรังสี (Phototoxicity Irritation) เป็นต้น
03.gif2. สารกัดกร่อน
  • สารกัดกร่อน จะทำลายเซลเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตในบริเวณที่ถูกสัมผัสทำให้เกิดการย่อยสลายของเนื้อเยื่อและเกิดความเจ็บปวดรุนแรง สารกัดกร่อนอาจมีสถานะเป็นได้ทั้งของแข็ง ของเหลว หรือ ก๊าซ การกัดกร่อนอาจเกิดขึ้นได้ต่อผิวหนังภายนอก ดวงตา รวมไปถึงเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของอวัยวะภายใน เช่น ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร หรือ ระบบหมุนเวียนโลหิต ได้อีกด้วย
  • สารกัดกร่อนที่เป็นของเหลวมักทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้สูง เนื่องจากเมื่อเกิดการสัมผัส สารกัดกร่อนจะแพร่กระจายบนผิวบริเวณที่สัมผัสได้อย่างรวดเร็ว บางครั้งสามารถซึมผ่านเสื้อผ้าที่สวมใส่ ทำให้สารกัดกร่อนสัมผัสโดยตรงกับเนื้อเยื่อของร่างกาย ส่วนสารกัดกร่อนที่เป็นก๊าซหรือไอมักจะไม่ทำให้เกิดอาการในทันที แต่จะสะสมหรือละลายปนอยู่ในร่างกายในช่วงระยะเวลาหนึ่งจนมีปริมาณสูงพอที่ทำให้ออกฤทธิ์ได้จึงจะแสดงฤทธิ์การกัดกร่อนให้รู้สึกได้ ส่วนสารกัดกร่อนที่เป็นของแข็งมักไม่เป็นอันตรายมากในการสัมผัสโดยตรงเนื่องจากจะไม่เกิดการแพร่กระจายบนผิวหนังเป็นบริเวณกว้างเท่าของเหลวหรือไอ แต่อันตรายมักจะเกิดเนื่องจากการสูดหายใจเข้าไปในลักษณะฝุ่น ผง หรือ ละออง มากกว่า
03.gif3. สารก่อภูมิแพ้
  • อาการภูมิแพ้ เป็นกลไกธรรมชาติที่ร่างกายใช้ต่อต้านสารเคมีที่เข้าสู่ร่างกายด้วยระบบภูมิคุ้มกันภายในของร่างกาย การเกิดภูมิแพ้มักมีสาเหตุจากการกระตุ้นของสารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่งหรือสารเคมีที่มีลักษณะโมเลกุลคล้ายคลึงกับสารเคมีชนิดนั้นที่ร่างกายไม่ยอมรับ อาการภูมิแพ้อาจเกิดได้ทันทีทันใดเพียงไม่กี่นาทีหลังจากได้รับสารพิษและอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้เกิดการช๊อกจนเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาทันเวลา อาการภูมิแพ้บางชนิดอาจไม่แสดงออกอย่างรุนแรงทันทีแต่ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน และมีอาการรุนแรงต่าง ๆ กัน ตั้งแต่ ผิวหนังเกิดเป็นผื่นแดง มีอาการคัน ไม่จนถึงเกิดอาการพุพอง หากร่างกายเคยได้รับการกระตุ้นจากสารพิษมาก่อนแล้วร่างกายอาจสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาและทำให้อาการภูมิแพ้ลดลงเมื่อได้รับสารนั้น ๆ อีกครั้งหนึ่ง
  • อาการภูมิแพ้อาจปรากฏขึ้นภายหลังได้รับสารพิษ หรืออาจเกิดขึ้นหลังจากที่ได้ขับสารพิษออกจากร่างกายไปหมดแล้ว มนุษย์เราอาจเกิดอาการภูมิแพ้จากวัตถุต่าง ๆ ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น การแพ้ฝุ่นละออง หรือ เกสรดอกไม้ เป็นต้น ร่างกายของแต่ละคน จะมีความต้านทานต่อสารก่อภูมิแพ้ได้แตกต่างกันออกไป ผู้ปฏิบัติงานควรทราบหรือได้รับการทดสอบว่าตนเองเกิดอาการแพ้ต่อสารเคมีที่ต้องใช้งานอยู่หรือไม่
03.gif4. สารขัดขวางการหายใจ
  • สารเคมีประเภทนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะไปขวางการเดินทางของออกซิเจนสู่ส่วนสำคัญต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น หัวใจ สมอง และต่อมไร้ท่อต่าง ๆ การรับสารเคมีประเภทนี้เข้าไปอาจทำให้เกิดอาการหมดสติ หรือ เกิดอันตรายถึงชีวิตเนื่องจากสารเคมีเหล่านี้จะเข้าไปแทนที่ออกซิเจนที่หายใจเข้าไป ตัวอย่างสารเคมีเหล่านี้ได้แก่ แอเซทิลิน (Acetylene) คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide) อาร์กอน (Argon) ฮีเลียม (Helium) ไนโตรเจน (Nitrogen) และ มีเทน (Methane) เป็นต้น เป็นที่น่าสังเกตว่าสารเหล่านี้บางชนิดพบอยู่ในบรรยากาศโดยทั่วไป และจะไม่แสดงความเป็นอันตรายหากส่วนผสมหรือความเข้มข้นในบรรยากาศอยู่ในระดับต่ำ แต่ถ้ามีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นก็จะเกิดความเป็นพิษอย่างรุ่นแรงได้
  • สารเคมีอีกประเภทหนึ่งสามารถเข้าไปแทนที่ออกซิเจนในฮีโมโกลบินของเม็ดเลือดแดงได้ดี ทำให้เม็ดเลือดแดงไม่สามารถทำหน้าที่ถ่ายทอออกซิเจนให้แก่ระบบหมุนเวียนโลหิตในร่างกาย ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนในระดับที่ทำให้เสียชีวิตได้ สารเคมีเหล่านี้ได้แก่ คาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon monoxide) โซเดียมไซยาไนด์ (Sodium cyanide) หรือ สารประกอบประเภทไซยาไนด์อื่น ๆ เป็นต้น
03.gif5.สารก่อมะเร็ง
  • สารก่อมะเร็ง คือ สารเคมีที่ทำให้ระบบร่างกายไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโตของเซลได้ เซลมะเร็ง ก็คือเซลที่เจริญเติบโตอย่างผิดปรกติถึงแม้ว่าปัจจุบันยังไม่ทราบกลไกในการเกิดมะเร็งอย่างแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากสารเคมีที่เข้าไปทำปฏิกิริยาโดยตรงกับ DNA หรือสารพันธุกรรมภายในเซล เป็นผลทำให้เซลของร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร
  • สารก่อมะเร็งเป็นสารเคมีอันตรายร้ายแรง เนื่องจากความเป็นพิษอาจสะสมอยู่ในร่างกายเป็นเวลานานโดยไม่สามารถสังเกตเห็นอาการได้และจะแสดงอาการออกมาภายหลังเมื่อถึงขั้นอันตรายร้ายแรงแล้วจนไม่อาจรักษาได้ทันท่วงที
03.gif6. สารทำลายระบบสืบพันธุ์ หรือ สารสืบทอดทางพันธุกรรม
  • สารเคมีเหล่านี้จะมีผลต่อระบบสืบพันธุ์ เช่น ทำให้เกิดการผิดปรกติต่อการตั้งครรภ์ หรือการเจริญพันธุ์โดยทั่ว ๆ ไป รวมไปถึง การแท้ง การเกิดรูปร่างที่ผิดปรกติ ปัญญาอ่อน หรือ การทำให้เป็นหมัน และสามารถทำให้เกิดผลกระทบได้ทั้งในเพศชายและหญิง ตัวอย่างสารเคมีที่มีผลต่อระบบสืบพันธุ์ที่เป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่ เอทิลีนไดโบรไมด์ (Ethylene dibromide) และไดโบรโมคลอโรโพรเพน (Dibromochloropropane) เป็นต้น
03.gif7. สารทำลายระบบประสาท
  • สารทำลายระบบประสาทนี้ จะทำให้เกิดผลต่อโครงสร้างและหน้าที่ของระบบประสาทส่วนกลาง หรือ ประสาทส่วนนอก แบบชั่วคราวหรือเป็นการถาวร การตรวจความเป็นพิษต่อระบบประสาทในปัจจุบันยังต้องอาศัยวิธีการและเครื่องมือตรวจวัดที่ค่อนข้างซับซ้อน อาการจากการรับพิษต่อระบบประสาทที่จะสังเกตเห็นได้ ได้แก่ ความสามารถในการพูด หรือ การทรงตัวที่เสียไป สารทำลายระบบประสารทมักเป็นสารประเภทออกฤทธิ์แบบสะสม ไม่แสดงอาการให้เห็นในทันที แต่อาการจะแสดงออกภายหลัง จึงเป็นกลุ่มสารพิษที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษหากจำเป็นต้องเกี่ยวข้องด้วย

29.jpg30.jpg
_21.gif